GMM 25 สนุกทุกวัน อยู่ด้วยกันทุกเวลา
“โอ๊ต  ปราโมทย์” คิดเลิกออกจากวงการ !  สุดท้ายชีวิตพลิก  เพราะความต่ำตม !

“โอ๊ต ปราโมทย์” คิดเลิกออกจากวงการ ! สุดท้ายชีวิตพลิก เพราะความต่ำตม !

Admin GMM25 273 Views

     ใครหลายคนในตอนนี้คงไม่มีใครไม่รู้จัก โอ๊ต ปราโมทย์ จะเห็นว่าเขาปรากฏตัวขึ้นทุกสื่อทุกช่องทางเลยก็ว่าได้  แต่ใครจะรู้ว่าเขาโลดแล่นในวงการนี้มานานถึง 10 กว่าปี จนกว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ต้องฝ่าฟันอุปสรรคต่าง ๆ มากมาย ที่เรียกได้ว่าจุดพลิกชีวิตเลยก็ว่าได้ จากปีหนึ่งเคยมีงานรวมกันไม่ถึงสัปดาห์จนตอนนี้เดือนหนึ่งกลับมีงานทุกวันไม่เว้นวันหยุด และพร้อมเปิดมุมมองความรักของเขาที่ผ่านสิ่งที่เรียกว่า รักแรก มาจนทำให้เขาได้เจอกับคำว่ารักแท้ และสิ่งหนึ่งที่คนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดคือคิดว่า โอ๊ต ปราโมทย์ เป็นคนตลกตลอดเวลาเนื่องจากเห็นเขาผ่านสื่อด้วยบุคลิกแบบนั้น ทั้งที่ในความเป็นจริงชีวิตเขาก็มีมุมอื่น ๆ ผสมอยู่ด้วย วันนี้เขาจะมาเปิดใจตอบทุกคำถามทั้งเรื่องชีวิตส่วนตัวและความรักให้ได้รู้กันแบบจัดเต็มไม่มีกั๊ก 

ที่มาของจุดเริ่มต้นของความต่ำตม 

   ผมเป็นคนแบบนี้อยู่แล้วครับ แต่คนคนส่วนใหญ่ไม่ค่อยรู้ว่าผมเป็นคนแบบนี้ จนมันมีช่องทางให้เราแสดงตัวตนออกไปมากขึ้นทำให้คนได้เห็นว่าเราเป็นแบบนี้นะ แต่ผมไม่ได้ภูมิใจที่คนด่าผมว่าหยาบคายแล้วดังนะ แต่ผมภูมิใจที่คนชอบเราเป็นตัวเรามากกว่า นั้นคือสิ่งที่เราภูมิใจ  

    ตอนนั้นเป็นสิ่งที่ผมจะทำเป็นสิ่งสุดท้ายในวงการ  คือรายการ Paloy’s Diary จบจากรายการนี้ผมก็จะออกจากวงการละ  ผมรู้สึกว่าอยู่ในวงการมานานเกิน 10 ปี เลยต้องทำอะไรที่มันบ่งบอกถึงตัวตนมากที่สุด ก็เลยบอกเพื่อน ๆ ว่า รายการธรรมดาโลกไม่จำ มันต้องเป็นผลงานชิ้นเอก งานสุดท้ายที่ทิ้งเอาไว้ให้คนได้จดจำมากที่สุดเพราะไม่มีอะไรจะเสียแล้ว  นั้นคือจุดเริ่มต้นเลยครับ 

     ตอนช่วงที่ทำรายการแล้วโดนด่า ด่าจนติดเทรนด์ทวิตเตอร์เป็น 10 วันเลยครับ ด่าถึงขั้นลากพ่อลากแม่มาด่า มันเยอะมาก แต่อันไหนที่เขาด่าผมแรง ๆ ผมก็จะตามไปไลก์ให้รู้ว่า เรารับรู้แล้วนะ ส่วนอันไหนที่คิดว่าแรงมาก ๆ ผมจะแคปเก็บเอาไว้ เพื่อเตือนตัวเอง ว่าอันไหนที่เราทำมากเกินไปก็ควรพอแล้วนะ ผมคิดเสมอว่าเราเป็นเหมือนนักเรียน ส่วนบางคนในโซเชียลก็เหมือนครู เพราะฉะนั้นถ้าเราทำผิดเราจะต้องโดนด่า โดนติ สิ่งนี้แหละครับผมต้องเก็บไว้เพื่อเตือนตัวเองอยู่เสมอ

ดังจากความหยาบ ?  

      ผมว่าถ้าจะให้มองเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีมันก็จริงนะครับ แต่จริง ๆ มันเป็นรายการทางเลือกที่เราไม่ได้เอาไปยัดเยียดให้เด็กดูหรือคนที่ไม่ชอบดู แต่เรารู้สึกว่าสิ่งที่เขาดูเขาก็ได้เลือกแล้ว และเราพยายามทำทุกอย่างที่พอจะรับผิดชอบได้ในส่วนนั้นพอสมควร   

    จะบอกว่าพ่อแม่ผมสอนมาดีมากเลยก็ว่าได้ครับ ตอนที่มีข่าวใหม่ ๆ แม่ผมยังโทรมาว่าเลย แม่โทรมาบอกว่า มีคนเอาข่าวมาให้ดูว่าโดนด่าเรื่องพูดจาหยาบคาย แต่ด้วยที่เราอายุเยอะแล้วด้วย เขาก็เลยรู้สึกว่าสิ่งที่ผมทำคงมีเหตุผลในการทำในสิ่งนี้ 

    จุดเริ่มต้นของผมมันก็เริ่มจากการที่ทำรายการ แล้วได้ออกเพลงเป็นของตัวเอง จากที่ไม่เคยมีเพลงเป็นของตัวเองเลย จนทำให้คนรู้จักมากขึ้นไปอีกและก็ได้มาจัดรายการจากการเชิญชวนของพี่ฉอด ทำให้คนยิ่งรู้จักมากขึ้นไปอีก ไม่เคยคิดว่าคนจะมาติดตามเราเยอะขนานนี้ 

คำว่าเฮิร์ทครั้งแรกในชีวิตของโอ๊ต

     ตอนนั้นเราก็ใช้ชีวิตเละเทะมาสักพักหนึ่ง จนโดนย้ายไปเรียนต่างประเทศเพราะเราเป็นคนเกเรคุณแม่ก็เลยคิดว่าถ้าเรายังอยู่ที่ไทยคงจะเละเทะไปมากกว่านี้  ก็เลยโดนส่งไปอยู่ต่างประเทศ ใจจริงผมไม่ได้อยากไป แต่ว่ามีน้องชายไปด้วยแล้วแม่บอกว่าให้ไปดูแลน้องชาย และไปด้วยกัน ตอนนั้นเราพยายามจะยื้อเพื่อไม่ไปแล้วนะ แต่สุดท้ายแล้วก็ต้องไปจริง ๆ  

      พอได้ไปอยู่ได้ใช้ชีวิตที่นู่นเริ่มมีเพื่อนเป็นคนไทย ก็ได้คุยไปคุยมาจนได้เจอผู้หญิงคนหนึ่ง โดยส่วนตัวผมเป็นคนชอบผู้หญิงฉลาด สำหรับผมผู้หญิงฉลาดคือผู้หญิงสวย เราก็เลยคุยกับเขา  เขาแก่กว่าเราประมาณ 5-6 ปี ซึ่งตอนนั้นผมพึ่งจบม.6 กำลังจะไปเรียนภาษา แต่เขามาเรียนปริญญาโท มันก็เลยจะมีความต่างของช่วงอายุที่มันห่างกัน แต่ตอนอยู่ที่นั่นมีความสุขมาก เรียกว่าได้อยู่กันเป็นแฟนเลย อยู่ด้วยกันแบ่งปันเวลาชีวิตด้วยกัน แต่ด้วยความที่ตอนนั้นเรายังเด็กมากและยังรู้สึกว่าเราไม่ได้มีความรับผิดชอบสูงอะไรขนาดนั้น จนมันเป็นจุดเริ่มต้นที่เราได้เป็นนักร้อง เริ่มร้องเพลงแล้วได้เงิน ผมก็เลยคุยกับเขาว่า ผมอยากกลับเมืองไทยเพื่อจะมาเรียนดนตรี เพื่อจะมาทำตามสิ่งที่เราชอบจริง ๆ  

     จนกระทั่งบินกลับมาพร้อมกัน ตอนนั้นเรายังไม่ทันคิดว่าเราต้องเลิกกันผมก็นั่งเล่นเกมตามประสาของเรา ในระหว่างนั้นเราก็สังเกตว่าทำไมเขาดูเศร้า ๆ จนเขาก็เอาหูฟังมาเสียบที่หูของเราซีนเหมือนในภาพยนตร์เลย แล้วเขาก็เปิดเพลง เกิดมาแค่รักกัน  Big Ass  พอเราหันไปเห็นเขาก็นั่งน้ำตาไหล แต่ตอนนั้นเราก็ยังไม่ได้คิดอะไร พอกลับมาถึงเมืองไทยได้สัก 5-6 เดือน เราก็ได้เลิกกัน แต่เราเป็นคนบอกเลิกนะครับ แต่ในจุดที่เราบอกเลิกเรารู้สึกอะไรได้หลายอย่าง  

     คงเป็นเพราะตอนนั้นเราเป็นแค่เด็กกะโปโลเราไม่สามารถดูแลเขาได้ เราก็เลยต้องแสดงความรับผิดชอบในการที่เลิกกัน ตอนมันนั้นทำให้ผมเสียใจมาก ๆ อาจเพราะเราไม่เคยต้องใช้ชีวิตอยู่กับใครนาน ๆ เจอกันทุกวัน แต่สุดท้ายมันก็เป็นแค่ความสุขในช่วงเวลาหนึ่งของชีวิต  

เคลียร์ข่าวรักหรือเลิก  

    คำว่าห่างของผมคือไม่ค่อยได้คุยกัน ช่วงนี้งานเยอะ เพราะว่างานที่เรารับผิดชอบมากขึ้น เวลาของเรากับเขาที่ไม่ตรงกัน เราไม่ได้ห่างกันด้วยความสัมพันธ์ จริง ๆ เราคุยกันตลอดเลยนะครับ เรื่องเวลาที่ไม่ตรงหรืออะไรที่ทำให้เราห่างกัน แต่ผมก็บอกเขาว่า อย่างผมอยู่ในวงการนี้อีกไม่นานหรอกสัก 2-3 ปีกระแสก็หายแล้ว ชื่อเสียงมันมีขึ้นมีลงเสมอ

    คือผมไม่คิดว่าเราจะงานเยอะอย่างนี้ไปตลอด อีกหลาย ๆ ปี เต็มที่เลยสัก 5-6 ปี ก็หายแล้วครับ จริง ๆ ผมก็คุยกับเขาเสมอว่าผมพยายามเก็บเงินให้มากขึ้น จะผันตัวเองไปผลิตงานมากขึ้น  ต้องสร้างอะไรให้มันมั่นคงมากขึ้นมันไม่ได้ทำเพื่อเราแต่มันทำเพื่อเขาด้วยนั่นก็หมายความว่าถ้าเรามั่นคงชีวิตครอบครัวก็จะมั่นคงไปด้วย เพราะฉะนั้นเราต้องคิดถึงเรื่องอนาคตได้แล้ว พอเราโตขึ้นพอเราเริ่มมีคนที่ต้องอยู่ข้างเรา เราก็ต้องรู้สึกว่าเราต้องสร้างรากฐานชีวิตให้มั่นคง 

     ถ้าวันหนึ่งเขาไปเจอคนที่ดีกว่าเราจริง ๆ มีอะไรมากกว่าเราแล้วเขารู้สึกว่าฝากชีวิตไว้กับคนนั้นได้ แล้วถ้าเขาจะไปคือคนจะไปยังไงมันก็ไป ต่อให้ผมปรับตัวมากขึ้น มีเวลาให้เขามาขึ้น แต่สุดท้ายเขาไปเจอคนที่ดีกว่า สุดท้ายเราก็ทำไรไม่ได้มันเกินความควบคุมของเราแล้ว สิ่งที่เราทำได้ดีที่สุดคือเราต้องทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด

ชีวิตแค่นี้..กับฝันที่เป็นจริง  

    เรียกว่าผมเป็นคนมักน้อยดีกว่าครับ พ่อแม่ผมสอนให้ผมมักน้อยตลอด ผมเลยจะมักน้อยในชีวิตทุกอย่าง ผมจะตั้งเป้าหมายเล็ก ๆ ขึ้นไปเรื่อย ๆ พอเราสำเร็จอันนี้ เราจะตั้งจุดหมายต่อไป ผมเป็นคนมินิมอลครับ ผมถึงกล้าพูดว่าฝันผมเป็นจริงแล้ว      

    เพราะผมเคยฝันว่าวันหนึ่งผมจะมีงานทุกวันจะมีคอนเสิร์ตใหญ่เป็นของตัวเอง ฝันว่าวันหนึ่งออกไปร้องเพลงแล้วจะมีคนร้องเพลงเราได้ ผมฝันว่าจะมีงานจ้างที่ได้ค่าตอบแทนที่เราสมควรที่จะได้รับมัน คือมันผ่านมาหมดแล้วครับ กับสิ่งที่ผมฝัน

    ผมไม่อยากได้อะไรไปมากกว่านี้ ผมไม่อยากมีชื่อเสียงที่มากกว่านี้ ผมไม่อยากจะมีเงินมากกว่านี้ จุดมุ่งหมายที่ผมทำทุกอย่างทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นดีเจ พิธีกร ร้องเพลง รายการหรืออะไรก็ตาม ผมทำเพื่อความสุขของตัวเองกับคนดู ผมยอมให้ทุกคนด่าผมได้เล่นแรงๆได้ด่าว่าผมต่ำตมได้หมด แต่ปณิธานของผมคือ ผมอยากให้คนดูเปิดมาเห็นหน้าเราหรืออะไรที่เราไปทำแล้วคนตลกและทำให้เขามีความสุขเท่านี้ผมก็มีความสุขแล้ว

 

 

33 share